ในที่สุดเรื่องราวของระบบเขากะลาก็ได้ถูกนำมาดัดแปลงสร้างเป็นภาพยนตร์ Khao Kala
สำหรับเรื่องราวของ ufokaokala นั้น ถึงแม้ผมเองจะไม่เชื่อ แต่ด้วยความที่ชื่นชอบเรื่องจานบินและมนุษย์ต่างดาว ก็ได้เคยติดตามเรื่องราวของพวกเขามาบ้าง มีเรื่องราวเกี่ยวกับการละวางอัตตาตัวตน ที่มีบางส่วนที่สอดคล้องกับหลักพุทธศาสนา
ในวันคล้ายวันเกิดผม อายุ 10 ขวบ วันนั้นเองที่ถูกระบุว่า เป็นวันติดต่อสื่อสารกับมนุษย์ต่างดาวครั้งแรก ตามความเชื่อของพวกเขา
ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 ในเวลานั้นหลังผมจบ ป. 6 นั้น มีความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับโควต้า ม. 1 ว่าผมจะได้เข้าเรียนโรงเรียนใดจังหวัดใด จึงไปหาที่สอบเข้า และสอบเข้าได้ที่ อ.เมืองนครสวรรค์ โดยที่ไม่มีญาติหรือคนรู้จักอยู่แถวนั้น ก็ได้ไปอยู่หอพักชายแห่งหนึ่ง ในสมัยนั้น (หลังจบ ม.3 ผมสอบเข้า ม.4 ใหม่ที่เดิมอีกครั้งเพื่อเข้าสายวิทย์ และยังคงสอบได้อยู่)
หลังจากผมได้เข้า ม.1 ไปแล้ว ผมถึงได้ลองค้นหาเรื่องราวต่างๆในจังหวัดนี้ และได้เปิดเว็บเจอ เรื่องราวของพวกเขา เป็นครั้งแรก แต่จนถึงบัดนี้ผมก็ยังไม่เคยไปเยือนสถานที่แห่งนั้นจริงเลยแต่ประการใด
พอจะทราบข่าวว่าในช่วงหลัง ๆ กลับออกแนวงมงายมากขึ้น จนเป็นข่าวใหญ่ อาจเป็นเพราะมีการเปลี่ยนแปลงกลุ่มวิทยากร สุดท้ายภาครัฐได้ยึดคืนพื้นที่ป่าถ้าผมจำไม่ผิด และกิจกรรมต่างๆบนเขาก็ไม่สามารถทำได้อีก หากผมจำไม่ผิด ช่วงนั้นคือ น่าจะไม่กี่เดือนหรือไม่ถึงปีก่อนโควิดระบาด น่าจะนับเป็นภัยพิบัติใหญ่ได้เหมือนกัน
โดยส่วนตัวผมต่อต้านเรื่องงมงายอยู่แล้ว แต่ในภาพยนตร์ก็ยังเป็นเรื่องที่ทำได้อยู่เพราะนำเสนอเรื่องราวปรุงแต่ง ไม่ต้องยึดโยงกับหลักความเป็นจริง ได้อยู่แล้ว แต่สำหรับฟรีทีวีที่คนทุกวัยทุกความเชื่อดูกันนั้น ไม่ควรมีการนำเสนอเรื่องงมงายให้มันมากมายนัก ซึ่งจะปลูกฝังความงมงายในหมู่ประชาชน โดยเฉพาะในเด็กที่อาจยังแยกแยะไม่ค่อยได้ จนทำให้ความงมงายเหล่านี้กลายเป็นเรื่องปกติสามารถแสดงออกได้อย่างเปิดเผย เราไม่ควรปล่อยให้ไปถึงจุดนั้น เราไม่เอาสังคมอุดมงมงายแบบนั้น
ด้วยขนาดอันเหนือจินตนาการของจักรวาล และเชื่อว่ายังมีสิ่งอื่นนอกขอบจักรวาลไปอีก สิ่งมีชีวิตต่างดาวและมนุษย์ต่างดาวจึงควรที่จะมีจริง แต่ไม่น่าใช่สิ่งที่พบที่เขากะลา เพราะหลักฐานไม่ชัดเจนนัก หลายอย่างถูกโต้แย้งหักล้างได้เช่นคลิปหรือภาพ